บทที่ 12 ตอนที่ 6 ฆาตกรรม 2
ซิงเยว่เบิกตากว้าง นางมิทันตั้งตัว
“ท่านทำอะไร?”
“ถามมากไปไย? เดี๋ยวก็รู้” ชายกักขฬะแสยะยิ้ม เรือนกายกำยำคร่อมแม่นางร่างระหงทั้งตัวหัวจรดเท้า ใช้ท่อนขาใหญ่แข็งแรงเกี่ยวกระหวัดรัดเรียวขาเพรียวไว้มั่น แล้วก้มหน้าลงต่ำอย่างหมายมาด คาดหวังถึงวสันต์ร้อนแรง
ซิงเยว่ยามนี้จะตีขาก็ทำมิได้ มือทั้งสองยิ่งมิอาจยกขึ้นปัดป่าย นางถูกคนเหนือร่างคีบขนาบทั้งด้านบนและด้านล่าง มิต่างจากคีมเหล็กไหลร้อนฉ่า
“ปล่อยข้านะ เจ้าคนถ่อย ปล่อย!”
หญิงสาวตะเบ็งเสียงกร้าว แข่งกับเสียงกรีดร้องของปล้องไผ่ ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงลำพองใจ
“ร้องให้ตายก็ไม่มีใครได้ยิน” จบคำพลันก้มหน้าประกบปิดกลีบปากอิ่มสุดแสนจะยั่วยวนทันที
ดวงตาซิงเยว่เบิกโพลงลุกโชนด้วยเปลวเพลิงโทสะ ผิดกับอีกฝ่ายที่แววตาลุกโชนด้วยเพลิงปรารถนา
การบดจูบเกิดขึ้นอย่างหยาบคาย ซิงเยว่รอจังหวะในหนึ่งลมหายใจยามชายกักขฬะเผลอไผลหมายเอาคืน
ทว่าเรื่องกลับมิง่ายดายปานนั้น เรี่ยวแรงอิสตรีกับบุรุษไหนเลยจักเทียบกันได้ ชายเหนือร่างเปี่ยมกำลังวังชามากกว่าหญิงใต้ร่างมากโข
บุรุษหนุ่มกดจูบแน่งน้อยอย่างบ้าคลั่ง มินำพาต่อเสียงร้องอู้อี้แทบขาดใจของนาง เขาขบเม้มก่อนใช้ฟันดุนดันกลีบปากนุ่มให้อ้าเผยอ แล้วแทรกปลายลิ้นร้อนตวัดเข้ามาอย่างอุกอาจ
ซิงเยว่หลับตา สะดุดลมหายใจเฮือก ค่อยๆ หยุดดิ้น คล้ายสิ้นแรง ทำเอาอีกคนพึงพอใจมาก ปลายลิ้นยิ่งตวัดกวาดลิ้มชิมรสหวานทั่วโพรงปากนาง
จังหวะนั้นเอง ซิงเยว่พลันประกบฟันกดลงสุดแรง แล้วสะบัดหน้า กระชากก้อนเนื้อชิ้นหนึ่งติดปาก เลือดสดๆ สาดกระเซ็นในพริบตา
“อ๊า!”
ชายเหนือร่างร้องร่ำโหยหวนด้วยคาดไม่ถึง ฝ่ามือที่รัดรึงข้อมือเล็กรีบยกขึ้นปิดปากตน
เสี้ยวลมหายใจนั้น ซิงเยว่ดึงแท่งแหลมจากแขนเสื้อสองอันแทงเข้าไปในดวงตาที่เบิกโพลงของคนเหนือร่างทันที ปักแน่นตอกตรึงในหน่วยตาทั้งสองข้างอย่างไร้ปราณี
ครานี้เสียงร้องโหยหวนเป็นเพียงเสียงอู้อี้เท่านั้น เพราะลิ้นหายไป เหลือเพียงเลือดแดงฉานที่ไหลนองทะลักกบปาก ซิงเยว่ดึงแท่งแหลมออกมาอีก พลันปักฉึกลงไปที่สีข้างของอีกฝ่ายอย่างแรงและกดลึก ก่อนบิดแล้วลาก กรีดลงมาที่เอวหนา พาให้เกิดแผลเหวอะหวะเลือดกระฉูด
เสียงกรีดร้องจากลำคอยังคงโหยหวนทว่ากลับทำได้เพียงอึกอักเพราะคนเจ็บมีเลือดทะลักคล้ายน้ำท่วมปาก
คนผู้หนึ่งแม้ความจำเลือนหายกลายเป็นทาสต่ำต้อย แต่เสือต่อให้ถูกจับขังก็ยังเป็นเสือ สัญชาตญาณดิบยังคงมี
หญิงสาวจับพลิกกายใหญ่ให้ตลบลงไปอยู่ใต้ร่างตน ก่อนจะจัดการฆาตกรรมอำมหิตเลือดสาดอย่างต่อเนื่อง...
เรือนหลักยามนี้แสงโคมกำลังสว่างไสวเนื่องจากแขกพิเศษทางการค้ายังไม่ยอมกลับง่ายๆ
เพราะการเจรจาร่วมสัญญายังไม่เสร็จสิ้นเสียที
ใต้แสงตะเกียง ชายหนุ่มเจ้าของเรือนดูสง่างามนัก ทว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขายิ่งนานยิ่งเย็นชา เมื่อคู่เจรจาไม่คิดอ้อมค้อมอีกต่อไป
ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างต่อเนื่องว่า “ใบชาของข้านับเป็นที่หนึ่งไม่มีสอง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งเมืองหนิงโจว คนจากสำนักราชวังเคยมาติดต่อขอซื้อขาดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ใยหม่อนยังมีค่ายิ่งกว่าทองคำที่ร้านแพรพรรณทั้งเมืองหลวงต่างยอมรับและแย่งชิงกันเฟ้นหา หากนายน้อยหลิวสนใจร่วมเป็นหนึ่งกับข้าสองการค้านี้ การแต่งงานจึงนับว่าดี”
การเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้าด้วยวิธีแต่งงานนับเป็นเรื่องมงคล และยิ่งเป็นสกุลลู่ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่งแห่งหนิงโจวด้วยแล้ว แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
หลิวไท่หยางปรายตามองสองพ่อลูกตรงหน้านิ่งๆ
ชายวัยกลางคนคือลู่เถียน คหบดีใหญ่แห่งหนิงโจว ส่วนหญิงสาวสะคราญโฉมที่นั่งส่งยิ้มหวานๆ ให้เขาคือลู่ถิง
สตรีงามล่มเมืองผู้นี้ หลิวไท่หยางมักจะได้เจอนางหลายครั้งหลายครา ทั้งแบบบังเอิญและจงใจ เรียกได้ว่าแทบทุกครั้งที่มาติดต่อการค้าที่หนิงโจว
ลู่ถิงไม่เคยเก็บงำความรู้สึกหลงใหลที่มีต่อเขา
หลิวไท่หยางคิดว่าข้อเสนอนี้คงเป็นนางนั่นล่ะที่เสนอกับบิดาแล้วพากันมากดดันเขาด้วยข้อเสนออันล้ำเลิศ
ชายหนุ่มนึกระอากับการเจรจาแบบนี้ เขาจึงเอ่ย “นายท่านลู่ให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว ผู้น้อยแซ่หลิวไหนเลยกล้ารับน้ำใจ หากรับไว้ทุกครั้งที่เดินทางผ่านแต่ละเมือง เกรงว่าจวนหลิวคงมีเรือนหลังที่ยิ่งใหญ่กว่าวังหลังกระมัง เช่นนี้คงมิใช่เป็นการหมิ่นเบื้องสูงด้วยการทำตัวยิ่งใหญ่เกินโอรสสวรรค์หรอกหรือ?”
เป็นการปฏิเสธที่เด็ดขาดหมดจดด้วยการอ้างอิงถึงการมิอาจขยายอำนาจการค้าจนเป็นที่เคืองพระทัยฮ่องเต้
ลู่เถียนพลันมีสีหน้าดำคล้ำบึ้งตึงประหนึ่งก้นหม้อ
ลู่ถิงเองยังแทบสลัดกิริยาสาวงามเป็นปีศาจแล้ว
ใบหน้าหลิวไท่หยางยังคงประดับรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์
“อ้อ...หากนายท่านลู่ไม่ส่งใบชากับใยหม่อนให้ข้าฤดูกาลนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะข้ายังมีในคลังเพียงพอจนถึงสิ้นปี เพียงแต่ปีนี้นโยบายใหม่ทางสำนักพระราชวังเปิดประมูลการค้า ข้าได้ประมูลผูกขาดกับทางเมืองหลวงไว้แล้วสามปี เกรงว่านายท่านลู่อาจจะไม่มีสถานที่ระบายสินค้าของปีนี้”
“จ่ะ...เจ้า” นายท่านลู่รู้สึกแน่นหน้าอกทันใด
ลู่ถิงลุกขึ้นกระทืบเท้าบันดาลโทสะอย่างขัดใจ
“นายน้อยหลิว ท่านมีตาหามีแววไม่”
สะคราญโฉมยามโกรธายิ่งงดงามเพริดแพร้วเฉิดฉาย บุรุษเห็นเข้าเป็นต้องรีบเข้ามาพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ ทว่าหลิวไท่หยางกลับเอ่ยอย่างเฉยชา “ข้าผู้แซ่หลิวยังไม่คิดแต่งงานมีภรรยา ยามนี้ในหัวมีแต่เรื่องการค้า ขอคุณหนูลู่โปรดระงับโทสะแล้วลองตรองให้ดี มองไปรอบๆ ว่ามีเรื่องที่ต้องการทำแต่ยังไม่ได้ทำหรือไม่ ชีวิตคนเราแสนสั้นนัก อย่าเอาความคะนึงมาจมปลักกับคนเช่นข้าเลย”
สาวน้อยเริ่มร่ำไห้ฮึดฮัดอย่างคนเอาแต่ใจ เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็เริ่มฟูมฟาย มิใช่เสียใจที่คนผู้หนึ่งไร้เยื่อใย แต่รู้สึกเสียหน้าที่สาวงามเช่นนางถูกปฏิเสธมากกว่า
มิรู้หรือไรว่าบุรุษค่อนเมืองต่างหมายปองนาง
